- October 22, 2026
- 0 Comments
- By admin
ท่องไปดั่งสายลม (Travel like the wind) : อัยย์ รินทร์
แม่น้ำเจ้าพระยาไหลเชี่ยวกราก พัดพากอสวะ ผักตบชวากลางแม่น้ำผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่อยากจะคาดคิดเลยว่าหากใครพลั้งพลาดตกลงไป ร่างจะถูกกระแสน้ำพัดไปยังที่ใด เลื่อนสายตามองไปรอบ ๆ พื้นที่ลานวัดศาลาแดงเหนือส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ เจดีย์มุตาว สัญลักษณ์แห่งความศรัทธาของชาวมอญที่นิยมสร้างแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสาหงส์ซึ่งหันหน้าไปยังหงสาวดี เพื่อระลึกถึงอดีตราชธานีรามัญ (มอญ) เพราะพ่ายแพ้จากภัยสงคราม ถูกคุกคาม จนต้องอพยพหลบหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยามหลายครั้งหลายคราว ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการก่อเกิดชุมชนมอญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
การอพยพครั้งสำคัญ ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)* โปรดเกล้าฯ ให้ชาวมอญที่เทครัวมาจากเมืองเมาะตะมะหรือเมาะลำเลิง ตั้งชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสามโคก ทรงพระราชทานจอบ เสียม ไม้ ใบจาก ในการสร้างบ้านเรือน เมื่อมีบ้าน มีชุมชน ก็ต้องมีศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจ ชาวมอญจึงรวมใจบูรณะซ่อมแซมวัดเก่าแก่ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา ถูกทิ้งร้างคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ แล้วตั้งชื่อวัดศาลาแดง ตรงกับภาษามอญที่ว่า “เภียปราน” หมายถึง “วัดไม้แดง” มีเจ้าอาวาสและพระสงฆ์มอญที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำชุมชนและอบรมสั่งสอนเยาวชนให้เข้ามาบวชเรียนศึกษาพระธรรมวินัย อันเป็นที่มาแห่งรากฐานความศรัทธา
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้มีการค้นพบหลักฐานใหม่จากคัมภีร์ใบลานวัดพลับพลาสุทธาวาส เรื่อง “โลกสมมติ” พระสังฆกิจได้จารไว้ในปี พ.ศ. ๒๓๒๙ ถอดความและเรียบเรียงโดยพระเวทญานะ พระมอญจากออสเตรเลีย และพิศาล บุญผูก ผู้เชี่ยวชาญภาษามอญและวัฒนธรรมมอญ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า บรรพบุรุษชาวไทยเชื้อสายมอญวัดศาลาแดงเหนือและวัดพลับพลาสุทธาวาส อพยพเข้ามาครั้งแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๗**
“แม่น้ำสร้างบ้านเรือน ชุมชน สะพาน เรือ เป็นเส้นทางคมนาคม เชื่อมโยงสายใยแห่งความเกื้อกูล หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต สร้างระบบนิเวศแห่งความสมดุล”
แม่น้ำ ลำคลองในยุคสมัยโบราณไม่เคยเงียบเหงา เป็นเส้นทางสัญจร ครื้นเครงจากการละเล่น ประเพณี วัฒนธรรม เฉกเช่นเดียวกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนบ้านศาลาแดง ที่ดื่ม กิน อาบ ใช้ชีวิตอยู่บนเรือ ล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าขึ้นเหนือ ใต้ ออก ตก ไปทั่วสารทิศ จนกล่าวขานถึงความเป็น “ยิปซีแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา”
น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่คุ้นชินและผูกพันกับสายน้ำ ทว่าแม่น้ำกลายเป็นมหาภัยพิบัติ เป็นมวลน้ำและน้องน้ำที่รองรับสิ่งปฏิกูล สารเคมี แม้แต่สายฝนที่ชุ่มฉ่ำหล่นลงมาจากฟ้ากลับปนเปื้อนไปด้วยฝุ่นและละอองพิษ ไหลลงราง ลงสู่ท่อระบายน้ำที่ระบายไม่ทัน ทุกสิ่งจมอยู่กับน้ำ หากหลายที่หลายแห่งต้องทุกข์ทรมานกับปริมาณน้ำท่วมขัง สูญเสียทรัพย์สิน ต้องอดทนอยู่กับน้ำที่เน่าเหม็น กว่ารัฐบาลผู้มีอำนาจจะยื่นมือเข้ามาช่วยเยียวยาบาดแผล ต้องยืนยันหลักฐานผ่านหลายขั้นตอน…
หญิงชราพายเรือลำเล็กจอดเทียบฐานหอระฆัง ผูกเรือไว้กับเสา เดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ ในขณะที่หญิงชราอีกคนถกชายผ้าถุงขึ้นสูงเหนือน้ำ สืบเท้าก้าวย่ำในน้ำด้วยความชำนาญ มืออีกข้างหิ้วถุงสัมภาระ เธอกำลังเดินสวนทางกับผม เราต่างส่งยิ้มและทักทาย ขณะที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปที่ซึ่งจอดอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ส่วนเธอมุ่งหน้าสู่ศาลาการเปรียญ เสียงไม้กวาดจากชายชรากวาดใบไม้มากองหน้าพระอุโบสถเงียบไปสักพัก
“กาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปกี่ยุคสมัย กี่ฤดูกาล ชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญบ้านศาลาแดงเหนือ ยังคงยึดมั่นปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด” นึกถึงประโยคนี้ ผมจึงหันหลังกลับ เดินตามหญิงชราท่านนั้นพลางบันทึกภาพวิดีโอ…
“มาจากไหนล่ะ หนู?” เธอถาม
“คลองสาม ขับรถตระเวนดูระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เผอิญผ่านมาแถวนี้ ยายมาสวดมนต์ ไหว้พระเหรอครับ?”
“ใช่! แต่วันนี้คนน่าจะน้อย คงขี้เกียจลุยน้ำกัน”
“อนุโมทนาสาธุครับ”
ผมยังคงเดินตามหญิงชราท่านนั้นไปยังศาลาการเปรียญ ที่หน้าประตูมีหญิงชราอีกสามคนที่นั่งรอเวลาสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จับกลุ่มวิพากษ์คลิปรายการทีวีที่กำลังสัมภาษณ์ประเด็นร้อน
“น่าสงสารแม่เขานะ ทำไมลูก ๆ ใจร้ายจัง?” เจ้าของโทรศัพท์มือถือละสายตาจากหน้าจอ ตรวจสอบชายแปลกหน้าหนวดเครารุงรัง
“มาหาใครจ๊ะ พ่อหนุ่ม?”
“ไม่ครับ ผมแวะมาดูระดับน้ำ” ผมตอบ
“ไหว้พระสวดมนต์ด้วยกันไหมล่ะ?”
“แหะ ๆ ผมสวดมนต์ภาษามอญ อนุโมทนาสาธุนะครับ”
เหลือบสายตามองคุณยายที่เดินตามมา เธอเดินไปยังบริเวณตู้พระประธานที่ดัดแปลงมาจากธรรมาสน์ ก้มกราบพระ แล้วเลยไปเปิดไฟนีออนส่องสว่าง ธรรมาสน์คู่ปัจจุบันดูงดงามและเข้มขลัง ภายในศาลาการเปรียญไม้ที่เคยเป็นโรงโขนหลวงเก่า ซึ่งสมิงพระราม (พระยารามในกาลต่อมา) ได้ซื้อและล่องแพมาจากกรุงเทพฯ ราวปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ต่อเป็นศาลาการเปรียญวัด และมีการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ศาลาการเปรียญถูกย้ายมาจากทิศเหนือมาทิศใต้ และยกพื้นให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ พร้อมสร้างหน้ามุขทางขึ้นศาลาการเปรียญ โคมไฟสะท้อนแสงกับพื้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ เงาวับไร้ฝุ่น หยากไย่เกาะจับ
ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ภูมิวัฒนธรรมของชุมชนที่มีมนุษยธรรมอันงดงาม บุญที่เกิดจากความสุขที่ได้ทำ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ปัดกวาด เช็ดถู ดูแลวัดเสมือนห้องพระในบ้านเรือนตน เมื่อบ้านกับวัดมีความสัมพันธ์จากรากฐานแห่งศรัทธา ที่มาจากวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของอดีตเจ้าอาวาสวัด ซึ่งสืบทอดกันมาถึง ๘ รุ่น* และพระสงฆ์ งานบุญ งานประเพณี วัฒนธรรม ก็จัดแบบเรียบง่าย บุญกุศลที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงาน จากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ลงมือทำ ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวาย แย่งชิง เข่นฆ่า ย่อมเป็นปกติธรรมดา โลกภายในของมนุษย์ผู้มากล้นไปด้วยความกลัว กิเลส ไฟราคะ ระงับได้ด้วยศรัทธาในความดีงาม ความเมตตา และสุขได้ด้วยการแบ่งปัน
เราต่างผ่านวันวัยแห่งการเติบโตและแก่เฒ่าชรา รอคอยวันสุดท้ายที่จะมาถึง ความจริงข้อนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเหลือน้อย เราจะพรากจากพวกเธอไป เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว พวกเธอจงอย่าประมาท” พุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับพระอานนท์และเหล่าพระสงฆ์*
ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงขั้นวิกฤต ยุคแห่งภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฤดูร้อนแล้ง และภัยสงครามแย่งชิง ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากสองมือและจิตใจของ “มนุษย์” เหล่าหญิงชราเริ่มอาราธนาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยสำเนียงภาษามอญ บางทีการสร้างบุญกุศลจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการไม่รบกวนผู้ปฏิบัติธรรม ปล่อยให้เธอเหล่านั้นได้น้อมใจน้อมกายเข้าสู่นิพพาน (ความสุข) น่าจะดีกว่า…
โปรดติดตามตอนต่อไป….
หมายเหตุ
*หนังสือ มรดกบ้านศาลาแดงเหนือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
*พระครูปทุมธรรมพิลาส (ทวี แสงทน / ทวี อติวิโร) เจ้าอาวาสรุ่นที่ ๘ มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ด้วยสิริอายุ ๙๐ ปี พรรษา ๓๔
*หนังสือ “อารมณ์กับจริยศาสตร์”

Leave a comment